แคนนอนพัฒนาสู่อีกขั้นเทคโนโลยีของกล้องมิเรอร์เลส Canon EOS R7 และ EOS R10 เซนเซอร์ APS- C พร้อมเลนส์ระบบ RF-S รุ่นใหม่

ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ DIGIC X อันทรงประสิทธิภาพ ทั้ง Canon EOS R7 และ EOS R10 จึงเป็นกล้องรุ่นแรกที่สื
Canon EOS R7 และ EOS R10 สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็
ในโหมดอิเล็กทรอนิกส์ ชัตเตอร์ กล้องรุ่น Canon EOS R7 สามารถถ่ายภาพที่ความละเอียด 32.5 ล้านพิกเซลได้ต่อเนื่องสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที ส่วนรุ่น Canon EOS R10 ถ่ายภาพต่อเนื่องที่ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซลได้สูงสุด 23 เฟรมต่อวินาที[2]
กล้องทั้งสองรุ่นยังมีฟีเจอร์ RAW Burst Mode ซึ่งสามารถบันทึกภาพความละเอี
Canon EOS R7 และ EOS R10 ใช้เซนเซอร์รับภาพที่ถูกพั
Canon EOS R7 คือกล้อง EOS APS-C รุ่นแรกที่ใช้กลไกป้องกันการสั่
เอาใจสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้
ส่วน Canon EOS R10 สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสู
จุดแข็งของกล้องเซนเซอร์ APS-C คือการมีเอ็ฟเฟ็กต์
เมื่อถ่ายวิดีโอด้วย Canon EOS R7 สามารถใช้งานฟังก์ชั่นการครอป 1.6x APS-C ร่วมกับ 4K UHD Crop Mode เพื่อให้ได้เอ็ฟเฟ็กต์เทเลโฟโต้
เซนเซอร์รับภาพ APS-C มีขนาดประมาณ 40% บนเซนเซอร์รับภาพ แบบฟูลเฟรมขนาด 35 มม. ทำให้สามารถออกแบบบอดี้กล้
ช่องเสียบแฟลชมัลติฟังก์ชั่นรุ่
กล้อง Canon EOS R7 และ EOS R10 ได้รับการติดตั้งช่องเสี
นอกจากเลนส์ RF-S ที่พัฒนามาเพื่อใช้กับกล้อง Canon EOS R7 และ EOS R10 กล้องทั้งสองรุ่น ยังสามารถใช้งานร่วมกับเลนส์ RF ของกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม และใช้ได้กับเลนส์ EF และ EF-S ผ่าน Mount adapter EF-EOS R เมื่อใช้งานร่วมกับเลนส์ของกล้
Canon EOS R7 และ EOS R10 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และการปรั
กล้องทั้งสองรุ่นยังเพิ่มประสิ
นอกจากการเปิดตัว Canon EOS R7 และ EOS R10 แคนนอนยังนำเสนอเลนส์คิทรุ่น Canon RF-S 18-45mm F/4.5-6.3 IS STM และ RF-S 18-150mm F/3.5-6.3 IS STM เพื่อให้เป็นเลนส์ชุดแรกสำหรั
เลนส์ Canon RF-S 18-45mm F/4.5-6.3 IS STM เป็นเลนส์ซูมมาตรฐานที่มี
สำหรับเลนส์ Canon RF-S 18-150mm F/3.5-6.3 IS STM เป็นเลนส์ซูเปอร์ซูมที่ครอบคลุ
นอกจากนี้เลนส์ Canon RF-S ยังสามารถใช้งานร่วมกับกล้
[1] ในบรรดากล้องตระกูล EOSR ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2565
[2] ขึ้นอยู่กับลักษณะของวัตถุหรื
[3] เมื่อติดเลนส์ RF24-105mm f/4 L IS USM (f = 105 มม., ทิศทางการเอียง/เอียง, เป็นไปตามมาตรฐาน CIPA)