การถ่ายภาพวิดีโอด้วยกล้อง Mirrorless มีคำศัพท์เฉพาะทางที่ควรรู้เพื่อควบคุมคุณภาพและลักษณะของวิดีโอให้เป็นไปตามที่ต้องการ หากการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไปอาจไม่สำคัญมากนัก แต่ถ้าหากคุณอยากจะอัพเลเวลการถ่ายวิดีโอของคุณเพิ่มขึ้นอีกหละก็ สิ่งที่คุณควรรู้เป็นพื้นฐานเลยก็คือคำศัพท์สำคัญๆ ต่างๆ แม้การถ่ายวิดีโอนั้นจะเป็นการถ่ายด้วยกล้อง Mirrorless หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนก็ตาม (ความรู้พื้นฐานที่นำไปใช้ด้วยกันได้อะนะ) ซึ่งมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ
1. ความละเอียดวิดีโอ (Resolution)
ขนาดของภาพวิดีโอ กำหนดเป็นพิกเซล เช่น Full HD (1920×1080) หรือ 4K (3840×2160) ยิ่งความละเอียดสูง ภาพก็จะยิ่งคมชัด และหลายคนมักสับสนกับสัดส่วนภาพ เช่น 16:9, 3:2, 1:1 เป็นต้น

การตั้งค่าความละเอียดวิดีโอนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน บางคนที่ใช้งานกับโปรดักชั่นใหญ่ก็จำเป็น (อย่างยิ่ง) ที่จะเซ็ทค่าให้มี Resolution ที่สูงที่สุดของกล้องตัวนั่นๆ ไว้ก่อนครับ เพราะหากต้องการลดขนาดเพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น หรือนำไปใช้กับแพทฟอร์มบางแพตฟอร์มที่ไม่ต้องการความละเอียดมากก็ยังสามารถลดได้ แต่ถ้าถ่ายที่ความละเอียดต่ำมา แล้วอยากให้มันละเอียดมากขึ้น อันนี้ยาก ถึงยากมาก และถึงขั้นไม่ได้เลย
อีกข้อแนะนำหนึ่ง หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่ต้องการความระดับระดับโปรดักชั่นใหญ่ๆ เราก็ควรจะเซทค่าให้พอดี ไม่ต่ำไป ไม่มากไป ดูตามความเหมาะสม เพื่อให้การทำงานของเราง่ายและเร็วขึ้น อย่างเช่น การนำไปใช้กับ Reels หรือ shorts หรือช่องยูทูปบางช่องที่ไม่ต้องเน้นภาพ แต่เน้นการดำเนินเรื่องราวง่ายๆ เป็นต้น
2. เฟรมเรต (Frame Rate หรือ FPS)
เฟรมเรต คือจำนวนภาพนิ่งที่แสดงต่อวินาที (Frames Per Second) คือ ใน 1 วินาที กล้องจะบันทึกภาพนิ่งตามจำนวนที่เราเซ็ทไว้ เช่น 24fps คือ มีภาพนิ่ง 24 ภาพ ใน 1 วินาที ถ้าเราถ่ายคลิปวิดีโอ 5 วินาที นั่นหมายความว่า กล้องบันทึกภาพนิ่งทั้งหมด 120 ภาพ แล้วภาพนิ่งทั้งหมดมาเรียงต่อกันทำให้เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง

ตัวอย่างเฟรมเรตที่มีให้ในกล้อง Mirrorless โดยทั่วไป และความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
24fps = มาตรฐานสำหรับภาพยนตร์ ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนที่ตามนุษย์สามารถรับรู้ได้อย่างปรกติที่เรามองเห็นในความเป็นจริง
30fps = มาตรฐานสำหรับทีวีและวิดีโอทั่วไป ให้ภาพที่ลื่นไหล
60fps หรือมากกว่า (อย่าง120, 240) = มักจะใช้สำหรับถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่น เพื่อให้ได้ภาพที่นุ่มนวล ซึ่งในสายถ่ายแอคชั่นชอบใช้ เพราะสามารถนำมาครีเอทภาพสโลว์ในงานได้ เช่น การถ่ายรถวิ่ง การถ่ายจังหวะสำคัญๆ ที่ต้องการให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นมากขึ้น
ซึ่งพักหลังๆ หากมีกล้องใหม่เปิดตัว คำถามที่มักจะเป็นคำถามยอดฮิตคือ ถ่ายวิดีโอที่เฟรมเรตสูงสุดได้เท่าไหร่ บนความละเอียดที่สูงสุดของกล้องตัวนั้น เช่น 4k ได้เฟรมเรตเท่าไหร่ หรือ มาตรฐาน Full HD ได้เกิน 120fps หรือไม่ และนี่ดูเหมือนจะเป็นบรรทัดฐานในการพัฒนากล้องที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ไปแล้ว เพราะมันสามารถนำไปครีเอทวิดีโอให้น่าสนใจขึ้นได้นั่นเองครับ
3. ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)
ระยะเวลาที่เซนเซอร์รับแสง สำหรับการถ่ายวิดีโอ ควรตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กับเฟรมเรต โดยปกติจะเป็น 1 ส่วนของสองเท่าของเฟรมเรต (เช่น ถ่าย 24fps ควรใช้ 1/60s) เพื่อให้ได้ภาพเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ (Motion Blur) หากใช้มากเกินก็จะทำให้การเคลื่อนไหวในคลิปดูแข็งกว่าปรกติที่สายตามนุษย์เห็น และหากน้อยเกินไปก็จะทำให้การเคลื่อนไหวดูช้าผิดปรกติได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น การเลือกใช้จึงควรพิจารณาอย่างเหมาะสม และ หากต้องการครีเอทวิดีโอ ความต่างของการตั้งค่าชัตเตอร์สปีดก็สามารถช่วยได้
เมื่อการเซ็ทค่าชัตเตอร์สปีดมีผลต่อแสงในการถ่ายวิดีโอ การใช้ชัตเตอร์สปีดที่ต่ำอาจนำปัญหามาให้แน่นอน ปัญหาที่เห็นได้ชัดในการใช้ชัตเตอร์สปีดที่ต่ำ (เพราะอยากให้ภาพเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ) อย่าง 1/60 วินาที คือ การเปิดรับแสงที่มากเกินไป หากเป็นการถ่ายกลางแจ้งที่มีแสงมากๆ ก็สามารถทำให้ภาพสว่างมากเกินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่!!! ก็มีวิธีแก้ไขให้สามารถถ่ายที่ชัตเตอร์สปีดต่ำได้ด้วยการพึ่งพาอุปกรณ์เสริม อย่างฟิลเตอร์ ND ที่ช่วยลดแสงที่เกิดจากการเปิดชัตเตอร์นานๆ ให้กลับมาเป็นความสว่างปรกติได้ครับ และการใช้ฟิลเตอร์ยังช่วยให้เราใช้งาน f กว้าง เพื่อให้เกิดภาพละลายฉากหลังได้ด้วยเช่นกัน
4. รูรับแสง (Aperture)
ขนาดของช่องเปิดในเลนส์ที่ควบคุมปริมาณแสงเข้าสู่เซนเซอร์ มีหน่วยเป็น F-stop (เช่น F1.8, F8) รูรับแสงกว้าง (F-number น้อย) จะช่วยให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี และสร้างระยะชัดที่ตื้น (ฉากหลังเบลอ)
หลักการใช้งานรูรับแสงในการถ่ายวิดีโอดูเหมือนจะคล้ายกับการถ่ายภาพนิ่ง แต่ก็มีความแตกต่างออกไป คือ การใช้งานที่ f กว้างในสภาพแสงปรกติ กลางแจ้งที่มีแสงมากพอ หรือมากเกิน การเปิดรูรับแสงกว้างจะไม่ใช่การต้องการแสงเพิ่ม แต่จะเป็นความต้องการละลายฉากหลังเพื่อใช้ประโยชน์จากความชัดตื้นเท่านั้น
แต่ปัญหาที่จะต้องเจอแน่ๆ คือ แสงเข้าไปบันทึกบนเซนเซอร์มากเกินไป และที่ต่างจากการถ่ายภาพนิ่งเลยคือ เราไม่สามารถเพิ่มค่าชัตเตอร์สปีดให้มากขึ้น เพื่อชดเชยแสงที่มากเกินไปได้ เพราะนั่นจะทำให้การเคลื่อนไหวไม่เป็นธรรมชาติ สิ่งที่จะช่วยแก้ไม่ให้แสงเข้ามากเกินไปก็ต้องพึ่งอุปกรณ์ภายนอกอย่างฟิลเตอร์ ND เช่นเดียวกันกับการตัดแสงเมื่อใช้ชัตเตอร์สปีดต่ำนั่นเอง
5. ISO
ค่าความไวแสงของเซนเซอร์ การเพิ่ม ISO ช่วยให้ถ่ายในที่มืดได้ แต่จะทำให้เกิด Noise หรือสัญญาณรบกวนในภาพมากขึ้นคล้ายกับการถ่ายภาพนิ่ง แต่ในการถ่ายวิดีโอนั้น การใช้งานจะถูกกำหนดด้วยค่าชัตเตอร์สปีดที่สองเท่าของเฟรมเรตเป็นหลัก เพราะฉะนั้น การใช้ค่า ISO จึงควรสัมพันธ์กับค่าชัตเตอร์สปีดครับ
ในการเซทค่า ISO จะพิจารณาแสงเป็นหลัก นั่นก็คือสถานการณ์ที่แสงมาก หรือแสงน้อย ครับ
สถานการณ์ที่มีแสงเพียงพอ (กลางแจ้ง, สตูดิโอไฟสว่าง)
ควรตั้งค่า ISO ต่ำสุด สำหรับกล้องส่วนใหญ่ ค่าพื้นฐานมักจะอยู่ที่ ISO 100 หรือ ISO 200 นี่คือจุดที่เซนเซอร์ทำงานได้ดีที่สุดและให้ Dynamic Range (ช่วงรายละเอียดระหว่างส่วนมืดและสว่าง) กว้างที่สุด วิธีปฏิบัติคือ ใช้รูรับแสง (Aperture) ตามที่เราต้องการให้ฉากหลังละลายมากหรือน้อย หากต้องการละลายมาก นั่นแปลว่าเราต้องเปิด f กว้าง แสงจะเข้ามามาก (สว่างแน่ๆ ในสถานการณ์แสงปรกติหรือมากเกินไป) และเซ็ทค่าความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed) เป็นสองเท่าของเฟรมเรต (โดยส่วนมากจะอยู่ที่ 1/60 วินาที ซึ่งสว่างแน่ๆ ในสภาพแสงปรกติหรือมากเกินไป) เพื่อควบคุมความสว่างเป็นหลัก หากภาพยังสว่างเกินไป ให้ลดค่า ISO ลงมาที่ต่ำจนกว่าแสงจะพอดี และหากลดลงมาต่ำสุดแล้วภาพยังสว่างอยู่ก็ ให้พิจารณาใช้ฟิลเตอร์ ND (Neutral Density) เพื่อช่วยลดแสงครับ
สถานการณ์ที่มีแสงน้อย (ในอาคาร, ช่วงพลบค่ำ)
เพิ่ม ISO ทีละน้อยหากไม่สามารถเปิดรูรับแสงให้กว้างขึ้น หรือลดความเร็วชัตเตอร์ลงได้อีก การเพิ่ม ISO จะทำให้ภาพสว่างขึ้น แต่ก็จะเพิ่ม Noise เข้ามาด้วย กล้องแต่ละรุ่นมีประสิทธิภาพในการจัดการ Noise ต่างกัน คุณควรรู้ขีดจำกัดของกล้องที่ตัวเองใช้ว่าสามารถใช้ ISO ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนที่ Noise จะยอมรับไม่ได้

แล้วการใช้ Auto ISO ละ สามารถทำได้หรือไม่ ? จากประสบการณ์ผมว่าทำได้ครับ ทำได้ในกรณีที่คุณต้องเคลื่อนที่เปลี่ยนสภาพแสงบ่อยๆ แสงจะไม่แกว่งจนมืดหรือสว่างเกินไป เช่น การเดินเข้าที่ร่มและออกกลางแจ้งสลับกัน หรือ ในสภาพที่อยู่กลางแจ้งแล้วเมฆเยอะ ถ้าไม่เซ็ทเป็นออโต้ หน้าอาจจะมืดบ้างสว่างบ้างสลับกันไปมาเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ชอบ (แต่หลายคนก็ชอบความเป็นจริงของสภาพแสงครับ อันนี้แล้วแต่จะเลือกใช้งานเลยครับ)

Trick เล็กๆ น้อยๆ สำหรับการตั้งค่า ISO สำหรับงานวิดีโอคือ ทำความรู้จักกับ Native ISO/Dual Native ISO
Native ISO : ในกล้อง Mirrorless หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่เน้นงานวิดีโอ จะมีค่า Native ISO ที่แนะนำ ซึ่งเป็นค่าที่เซนเซอร์ทำงานได้ดีที่สุดครับ และ Dual Native ISO นั้น กล้องบางรุ่นมีค่า Native ISO สองค่า (เช่น ISO 100 และ ISO 800) ซึ่งหมายความว่าการถ่ายที่ ISO 800 จะให้คุณภาพของภาพที่ดีพอๆ กับ ISO 100 (โดยมี Noise ต่ำ) การรู้ค่าเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ ISO ในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นครับ
6. สมดุลแสงขาว (White Balance หรือ WB)
การตั้งค่า White Balance (WB) สำหรับการถ่ายวิดีโอมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้สีในวิดีโอของคุณดูเป็นธรรมชาติและสม่ำเสมอ ข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยให้กล้องทำงานในโหมด Auto White Balance (AWB) ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้สีเพี้ยนไปมาระหว่างการถ่ายทำได้ ทำให้สีของวิดีโอแกว่งไปมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแก้ไขได้ยากในขั้นตอนตัดต่อ
การปรับสีในภาพให้ถูกต้องตามสภาพแสงจริง เพื่อให้วัตถุสีขาวดูเป็นสีขาว ไม่ติดโทนสีอื่น เช่น ส้ม (จากแสงไฟทังสเตน) หรือฟ้า (จากแสงแดด) ซึ่งในการเซทค่าไวท์บาลานซ์ขึ้นอยู่กับความชอบ หรือความต้องการใช้งานของช่างภาพเอง คล้ายๆ กับภาพนิ่งนั่นหละครับ หากถ่ายให้สีตรงไว้ก่อน การมาปรับแก้ในโปรแกรมก็ง่ายขึ้น (หากถ่ายด้วย Log หรือ Raw ไฟล์)

และการปรับตั้งค่า White Balance ที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการเลือกใช้โหมด WB สำเร็จรูปที่ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้น อย่างการใช้โหมด Preset (ตั้งค่าสำเร็จรูป) เช่น Daylight (แสงแดด) สำหรับการถ่ายกลางแจ้งในวันที่มีแดด, Cloudy (มีเมฆมาก) สำหรับวันฟ้าครึ้ม ซึ่งจะเพิ่มความอุ่นให้กับภาพเล็กน้อย, Shade (ในที่ร่ม) สำหรับการถ่ายในเงา ซึ่งจะเพิ่มความอุ่นให้ภาพมากกว่า Cloudy หรือการตั้งค่า Kelvin (K) แบบกำหนดเอง ซึ่งการตั้งค่าอุณหภูมิสีเป็นหน่วย Kelvin ได้เอง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมสีให้แม่นยำและสม่ำเสมอครับ และยังสามารถใช้ครีเอท White Balance ได้ด้วยครับ
7. โปรไฟล์สี (Picture Profile / Color Profile / Log)
การตั้งค่าลักษณะสีของวิดีโอ
Standard = สีสันสดใสพร้อมใช้งานทันที เป็นการตั้งค่าเริ่มต้นจากโรงงาน ให้สีสันและความเปรียบต่าง (Contrast) ที่พร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องปรับแต่งมาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หรือสถานการณ์ที่ต้องการจบงานรวดเร็ว
Log = (เช่น S-Log C-Log N-log V-Log) เป็นโปรไฟล์สีแบบแบนราบ (Flat) ที่เก็บรายละเอียดในส่วนมืดและส่วนสว่างได้กว้าง ทำให้มีข้อมูลสีมากพอสำหรับการนำไปปรับแต่งสี (Color Grading) ในภายหลัง ข้อดีคือเก็บรายละเอียดในส่วนที่มืดจัดและสว่างจัดได้ดีเยี่ยม ทำให้มีข้อมูลสีมากพอสำหรับการปรับแต่งสีขั้นสูง (Color Grading) เพื่อให้ได้ลุคแบบภาพยนตร์ และมีข้อควรพิจารณาสำหรับมือใหม่ คือ การถ่ายด้วยไฟล์ Log จำเป็นต้องนำไป Grading สีในโปรแกรมตัดต่อ ไม่อย่างนั้นภาพจะดูซีดจางและไม่สวยงาม (แต่ก็มีคนชอบเทรนด์สีซีดอยู่นะครับ) และแนะนำให้ถ่ายด้วยการบันทึกสีแบบ 10-bit ขึ้นไปเพื่อป้องกันปัญหาแถบสี (banding)
HLG (Hybrid Log Gamma) = เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้ Dynamic Range สูง (ใกล้เคียง Log) แต่มีข้อดีคือ ภาพที่ได้มีความอิ่มสีในระดับที่ยอมรับได้และไม่จำเป็นต้องเกรดสีหนักเท่า Log สามารถนำไปใช้งานได้เลยหากเปิดดูบนหน้าจอที่รองรับ HDR ครับ
คำแนะนำการใช้งานตามระดับประสบการณ์และอุปกรณ์
หากเป็นมือใหม่ (อยากได้ภาพจบหลังกล้องเลยเพื่อนำไปใช้งานอย่างรวดเร็ว) ควรใช้ Standard หรือ Neutral เป็นหลัก หลีกเลี่ยง Log Profile โดยเด็ดขาด เพราะภาพจะออกมาดูไม่ได้ตามที่ต้องการ ถ้าไม่นำไปเกรดสี
หากเป็นมือใหม่ที่อยากลองปรับแต่งสีเล็กน้อย ก็ควรลองใช้ Flat Profile หรือ Picture Profile ที่ตั้งค่าลด Contrast และ Saturation ลง หรือลองใช้ HLG หากกล้องและหน้าจอรองรับครับ
8. ระบบโฟกัส
ออโต้โฟกัส (Autofocus หรือ AF) ระบบที่กล้องปรับโฟกัสอัตโนมัติ กล้อง Mirrorless สมัยใหม่มีระบบ AF สำหรับวิดีโอที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมาก ไม่ว่าจะเป็น ระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับและติดตามทั้งดวงตาของสัตว์ และวัตถุที่ทำได้อย่างแม่นยำ เรียกได้ว่าโฟกัสติดตามตลอดและช่วยให้การทำงานในส่วนของการโฟกัสง่ายขึ้นครับ

แมนนวลโฟกัส (Manual Focus หรือ MF) คือการปรับโฟกัสด้วยตนเองโดยหมุนที่วงแหวนโฟกัสบนเลนส์ ช่วยให้ควบคุมจุดโฟกัสได้แม่นยำในบางสถานการณ์ และโดยส่วนมากมักจะใช้กับการถ่ายแบบฟิกซ์ช็อต หรือมีจุดโฟกัสที่แน่นอน ไม่เคลื่อนที่ แต่อาจมีการเคลื่อนที่ของกล้องบ้าง แต่จุดโฟกัสจะยังอยู่ที่เดิม การโฟกัสจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและใช้ทักษะในการหมุนวงแหวนเป็นอย่างมากครับ
9. Raw File
คือไฟล์วิดีโอที่เก็บข้อมูลดิบที่ส่งตรงจากเซนเซอร์รับภาพโดยที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล (Processing) ภายในตัวกล้อง หากเคยใช้งานงาน Raw file ทางฝั่งภาพนิ่งมาก่อนแล้วก็พอจะนึกออกครับ เพราะมันคล้ายกันเลยครับ ลักษณะสำคัญของ RAW Video คือ ต้องผ่านการจัดการ Post-Production ก่อนครับ ไฟล์ RAW ไม่สามารถนำไปลง Social Media ได้ทันที ต้องนำเข้าโปรแกรมตัดต่อ (เช่น DaVinci Resolve, Premiere Pro) เพื่อทำสี (Color Grading) ก่อน

ไฟล์ Raw จะเก็บรายละเอียดของแสง (Dynamic Range) และสีสัน (Color Depth) ได้สูงมาก จึงทำให้การถ่ายด้วย Raw สามารถมอบความอิสระในการปรับแต่งไฟล์ได้เป็นอย่างมาก คุณสามารถเปลี่ยนค่า White Balance หรือดึงส่วนมืด (Shadow) และส่วนสว่าง (Highlight) กลับมาได้โดยไม่ทำให้ไฟล์ภาพแตกหรือเกิด Noise ง่ายๆ แต่ก็แลกกับการจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่ตามมาครับ คือ ทรัพยากรณ์ที่นำมาทำงานร่วมด้วยจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นครับ ทั้งพื้นที่จัดเก็บและรวมถึงฮาร์ดแวร์/ซอฟท์แวร์ที่นำมาใช้ร่วมด้วยครับ
รูปแบบ RAW ยอดนิยมในกล้อง Mirrorless
ปัจจุบันกล้อง Mirrorless หลายรุ่นพัฒนาไปไกลจนรองรับ RAW ได้หลากหลายค่าย เช่น
Apple ProRes RAW นิยมใช้เมื่อต่อกับเครื่องบันทึกภายนอก (External Recorder) อย่าง Atomos
Blackmagic RAW (BRAW) ไฟล์ RAW ที่ขึ้นชื่อเรื่องความยืดหยุ่นและการจัดการขนาดไฟล์ที่ดี
N-RAW / Canon RAW Light ไฟล์ RAW เฉพาะตัวที่บันทึกลงในการ์ดภายในกล้องได้เลย (เช่นใน Nikon Z9 หรือ Canon EOS R5)
10. Codec
วิธีการบีบอัดไฟล์วิดีโอ (เช่น H.264, H.265) เป็นเทคโนโลยีหรือโปรแกรมที่ใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลไฟล์วิดีโอและเสียง เพื่อให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถส่งต่อหรือจัดเก็บได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงคุณภาพไว้นั่นเอง ซึ่งหน้าที่หลักๆ คือบีบอัดและถอดรหัสครับ

การบีบอัด (Compress) มันจะทำการคัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือที่ตาและหูของมนุษย์มองไม่เห็น/ไม่ได้ยินออกไป เพื่อให้ไฟล์เล็กลง ส่วนการถอดรหัส (Decompress) นั้น เมื่อเรากดเล่นไฟล์ ตัว Codec จะทำการถอดรหัสข้อมูลที่ถูกบีบไว้กลับมาเป็นภาพและเสียงให้เราดูนั่นเองครับ และ Video Codecs ที่เราคุ้นๆ ก็คือ H.264 / AVC ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นิยมที่สุดในโลก ใช้กับ YouTube, Netflix และไฟล์ MP4 ส่วนใหญ่ และ H.265 / HEVC ที่พัฒนาต่อจาก H.264 ให้ภาพคมชัดเท่าเดิม แต่ไฟล์เล็กลงครึ่งหนึ่ง นิยมใช้กับวิดีโอ 4K ซึ่งช่วยลดภาระการจัดเก็บมากๆ ครับ
ก็เช่นเคยครับ ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ไม่มากก็น้อยครับ โดยส่วนตัวเองก็เคยได้ลองใช้งานเองมาบ้าง และฟังจากกูรูหลายๆ เจ้ามาบ้าง เลยถือโอกาสใช้พื้นที่นี้ในการแนะนำ หรือพูดได้ว่าเล่าสู่กันฟังก็ว่าได้ครับ ส่วนความชอบความถนัดในการใช้งานก็สุดแท้แต่ผู้อ่านหละครับว่า ขอให้มีความสุขกับการสร้างสรรค์งานศิลปะนะครับ


Leave feedback about this