Cadence เปิดตัว Maestro กลุ่มโมเดล AI เฉพาะทาง มุ่งปฏิวัติการออกแบบชิปและระบบด้วย Agentic AI

Cadence (Nasdaq: CDNS) ประกาศเปิดตัว Maestro™ กลุ่มโมเดล AI เฉพาะทางที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อน Cadence® AI Super Agents ครอบคลุมทุกขั้นตอนการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และระบบ โดยผสานการทำงานของโมเดล AI เข้ากับกระบวนการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning หรือ RL) พร้อมด้วยเครื่องมือออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (Electronic Design Automation หรือ EDA) และเครื่องมือออกแบบระบบอัตโนมัติ (System Design Automation หรือ SDA) ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้ว เพื่อสร้างแพลตฟอร์มวิศวกรรมอัจฉริยะแบบ Agentic AI ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยยกระดับคุณภาพผลลัพธ์ ลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองแบบวนซ้ำ
เทคโนโลยี Maestro มอบแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยและบริหารจัดการโดย Cadence ซึ่งผสานความสามารถอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูงเข้ากับความสามารถในการควบคุม ทางเลือก และความยืดหยุ่นที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมั่นใจ โดยกลุ่มโมเดล Maestro ประกอบด้วยโมเดล AI หลากหลายขนาดและสถาปัตยกรรม ทั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLMs) ที่ผ่านการฝึกเพิ่มเติมสำหรับงานเฉพาะทาง โมเดลที่ได้รับการฝึกฝนเพื่อการตัดสินใจ และความสามารถของ AI Agents ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมผสานการทำงานร่วมกับ Cadence AI Super Agents ได้แก่ AuraStack™, ChipStack™, InnoStack™ และ ViraStack™ รวมถึงเครื่องมือ EDA และ SDA ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้ว ตลอดจนเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกระบวนการทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน ผ่านการผสานศักยภาพของโมเดล AI ชั้นนำ (Frontier Models) โมเดลแบบเปิดที่เปิดเผยค่าน้ำหนัก (Open-weight Models) และโมเดล AI เฉพาะทางได้อย่างเหมาะสม รองรับการทำงานทั้งบนระบบคลาวด์และระบบภายในองค์กร (On-premises)
มิสเตอร์ อนิรุทธ์ เดฟแกน (Anirudh Devgan) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริ
มิสเตอร์ ทิม คอสตา (Tim Costa) รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายวิศวกรรมอุตสาหการและวิ
มิสเตอร์ ฮิซาโตะ โยชิดะ (Hisato Yoshida) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ
การิมา ชาร์ดา (Garima Sharda) รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Silicon Labs กล่าวว่า “การพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมจากหลากหลายสาขาวิชาที่ทำงานร่วมกัน โดยเทคโนโลยี Agentic AI ช่วยเปิดโอกาสใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน การนำ Cadence Verisium Debug มาใช้งานเป็นส่วนหนึ่งของ ChipStack AI Super Agent ช่วยให้ทีมวิศวกรของเราสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (Root-cause Analysis) และตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดตลอดกระบวนการ (End-to-end Debug) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบที่ใช้พลังงานต่ำก่อนการผลิตชิปจริง (Pre-silicon Low Power Verification) ทั้งนี้ เราหวังว่าจะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้มากยิ่งขึ้นด้วยกลุ่มโมเดล AI เฉพาะทาง Maestro ของ Cadence”
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับ AI ทางวิศวกรรมที่สามารถพั
ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า Maestro สามารถยกระดับคุณภาพผลลัพธ์ได้สูงสุด 30% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โทเค็น (Token Efficiency) ได้สูงสุดถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับโมเดล AI พื้นฐานสำหรับการใช้งานทั่วไป (General-purpose Foundation Model) โดยความก้าวหน้าดังกล่าวเกิดจากสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ผสานองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่องค์ความรู้เฉพาะทางของ Cadence ชุดข้อมูลวิศวกรรมที่ผ่านการคัดสรร AI Super Agents เครื่องมือ EDA และ SDA ตลอดจนระบบสำหรับทดสอบและประเมินผล โดยอัลกอริทึมที่พัฒนาขึ้นตามหลักการทางวิศวกรรมและเครื่องมือแก้ปัญหาเชิงคำนวณที่ให้ผลลัพธ์แน่นอนของ Cadence จะทำหน้าที่ประเมินผลลัพธ์เทียบกับเป้าหมาย ข้อจำกัด และข้อมูลอ้างอิงที่ได้รับการยืนยันความถูกต้อง เพื่อสร้างวงจรข้อมูลป้อนกลับแบบปิดที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง สำหรับใช้ในกระบวนการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning) และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผสานการเลือกใช้โมเดล AI อย่างชาญฉลาด
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของ Cadence ผสานความสามารถของ AI ที่หลากหลายเข้าไว้ในกระบวนการทำงานเดียวกัน โดยโมเดล AI ชั้นนำ (Frontier Models) และโมเดลแบบเปิดที่เปิดเผยค่าน้ำหนัก (Open-weight Models) มีความสามารถครอบคลุมทั้งด้านภาษา การใช้เหตุผล และการประมวลผลข้อมูลหลากหลายรูปแบบ (Multimodal) ขณะที่กลุ่มโมเดล AI ของ Maestro มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับการออกแบบชิปและระบบที่ซับซ้อน เมื่อได้รับเป้าหมายการออกแบบในภาพรวม Cadence AI Super Agents จะทำหน้าที่ตีความวัตถุประสงค์ของการออกแบบ แบ่งงานออกเป็นขั้นตอนย่อย ประสานการทำงานระหว่างกลุ่มโมเดล Maestro กับโมเดล AI ชั้นนำและโมเดลแบบเปิดอื่น ๆ พร้อมควบคุมการทำงานของเครื่องมือ EDA และ SDA ของ Cadence เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อกำหนดทางเทคนิค สร้างองค์ประกอบของงานออกแบบ วิเคราะห์ผลลัพธ์ ประเมินทางเลือกและข้อแลกเปลี่ยน ตลอดจนสนับสนุนการตัดสินใจโดยคำนึงถึงข้อกำหนดทางวิศวกรรม ต้นทุน และความปลอดภัย นอกจากนี้ กลุ่มโมเดล Maestro ซึ่งรวมถึง NVIDIA Nemotron และโมเดลอื่น ๆ ยังสามารถนำมาฝึกเพิ่มเติมด้วยข้อมูลเฉพาะของลูกค้า ทั้งข้อมูลการออกแบบและกระบวนการทำงานที่เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กร โดยการบริหารการเรียกใช้เครื่องมือ EDA และ SDA ควบคู่กับการเรียกใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่างเหมาะสม จะช่วยลดปริมาณการใช้โทเค็นได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมรักษาประสิทธิภาพในการประมวลผลไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบ Agentic AI แบบครบวงจรของ Cadence ซึ่งประกอบด้วย AI Super Agents กลุ่มโมเดล AI ของ Maestro และเครื่องมือ EDA สามารถรองรับการทำงานได้ทั้งบนแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ปลอดภัยของ Cadence ระบบคลาวด์สาธารณะที่มีการรักษาความปลอดภัย และระบบภายในองค์กร (On-premises) ที่ลูกค้าสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้เอง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัย และข้อกำหนดในการติดตั้งใช้งาน นอกจากนี้ Cadence และ NVIDIA ยังร่วมมือกันยกระดับความปลอดภัยของระบบ AI Agents ผ่านการผสานการทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมอ้างอิง NVIDIA OpenShell (NVIDIA OpenShell Reference Architecture)
กำหนดการเปิดให้ใช้งาน
โมเดล Maestro ชุดแรกจะเปิดให้ลูกค้าบางรายที่ได้รับคัดเลือกสามารถเข้าใช้งานล่วงหน้า (Early Access) ได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026
##########################
เกี่ยวกับ Cadence
Cadence เป็นผู้นำตลาดด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twins) และเป็นผู้บุกเบิกการนำซอฟต์แวร์ประมวลผลมาประยุกต์ใช้เพื่อเร่งการพัฒนานวัตกรรมด้านการออกแบบทางวิศวกรรม ตั้งแต่ระดับซิลิคอนไปจนถึงระบบ โดยโซลูชันการออกแบบของ Cadence พัฒนาขึ้นภายใต้กลยุทธ์ Intelligent System Design™ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์และระบบต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ตั้งแต่ระดับชิปไปจนถึงระบบเครื่องกลไฟฟ้าแบบครบวงจร ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ การประมวลผลระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale Computing) การสื่อสารเคลื่อนที่ ยานยนต์ การบินและอวกาศ ภาคอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต และหุ่นยนต์ ทั้งนี้ ในปี 2025 Cadence ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Fortune ให้เป็นหนึ่งใน 100 บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลก โซลูชันของ Cadence พร้อมเปิดโอกาสแห่งนวัตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cadence.com


Leave feedback about this