ในการทำงานวิดีโอโฆษณาที่ต้องการความรวดเร็วของงาน กล้อง Canon EOS C400 ได้พิสูจน์ให้เห็นจากการทำงานของคุณอธิป ประภัสสรางกูร ที่ได้มาพูดคุยเกี่ยวกับการใช้งานกล้องรุ่นนี้ ซึ่งตอบโจทย์งานของเขาเป็นอย่างยิ่งทั้งเรื่องคุณภาพไฟล์ การถ่ายทอดสีที่สมจริงเป็นธรรมชาติ ความสะดวกในการเซ็ตอัพและการใช้งาน

เรานัดพูดคุยกับคุณต้า อธิป ประภัสสรางกูร เจ้าของ 27 Production ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสื่อทุกรูปแบบทั้งงานวิดีโอและภาพนิ่ง รวมทั้งงานถ่ายทอดสดอีเวนต์ คุณต้าเป็นผู้ที่ใช้กล้องแคนนอนในการทำงานมานาน มีกล้องแคนนอนครบทุกรูปแบบ ใช้กล้องแคนนอนในทุกสเกล ทั้งกล้องมิเรอร์เลสและกล้องซีเนม่า

โดยกล้องซีเนม่านั้นเริ่มใช้ตั้งแต่ Canon EOS C100 จนถึง EOS C70 จนล่าสุดได้ใช้ EOS C400 เป็นกล้องหลักในการทำงานโดยใช้ร่วมกับ EOS C70 โดยเมื่อก่อนการทำงานจะแบ่งเป็นสองส่วนคืองานผลิตคอนเทนต์และงานไลฟ์สตรีม ในช่วงแรกๆ ฝั่งที่เป็นงานผลิตคอนเทนต์ บริษัทเขาใช้กล้องมิเรอร์เลสตระกูล EOS R แต่จะมีข้อจำกัดเมื่อเอามาใช้กับงานฝั่งไลฟ์สตรีมที่ต้องใช้งานต่อเนื่องยาวๆ รวมทั้งเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ

เขาเลยเติมกล้องฝั่งไลฟ์สตรีมต่อเนื่องตั้งแต่ EOS C100 มาจนถึง EOS C70 และล่าสุดกับ EOS C400 ส่วนในฝั่งผลิตคอนเทนต์ แต่หลังจากมี EOS R5 C มันก็ทำงานฝั่งคอนเทนต์ด้านภาพนิ่งได้หมดทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ และยังมาทำงานฝั่งไลฟ์สตรีมในการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงได้ดี เป็นกล้อง Hybrid เต็มตัว ข้อจำกัดต่างๆ จึงไม่มี ปัจจุบันงานต่างๆ จะใช้กล้องซีเนม่าเป็นหลักทั้งการทำคอนเทนต์วิดีโอและการไลฟ์สตรีม

คุณต้าเล่าว่างานของเขาเป็นงานไซส์กลางที่ทำกับฝ่ายสื่อสารของบริษัทและองค์กร ซึ่งจะไม่ได้เป็นงานชิ้นใหญ่ที่มีเวลาทำเยอะ จะเป็นงานชิ้นเล็กๆ ที่มีเวลาค่อนข้างสั้น ซึ่งกล้องแคนนอนตอบโจทย์ตรงที่มันสามารถทำงานได้ง่าย จบงานได้เร็วโดย Editor ไม่ต้องใช้เวลาในการตัดต่อนาน ไม่ต้องทำโพสต์โพรเซส (Post-process) เยอะ อย่างเช่นงานที่ทำเป็นหลักในช่วงนี้คือถ่ายร้านอาหารเป็นรูปแบบ Testimonial (คำรับรอง รีวิวเชิงบวก) วันนึงต้องถ่ายร้านอาหาร 3-4 ร้าน วันถัดมาดราฟแรกของวิดีโอที่ตัดต่องานของเมื่อวานต้องเสร็จแล้ว มีเวลาน้อยมาก ดังนั้นการจบงานได้เร็วจึงสำคัญมาก ไฟล์หลังกล้องต้องพร้อมใช้งานไม่ต่ำกว่า 80-90%

ยิ่งในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ EOS C70 เป็นต้นมา มีโพรไฟล์ Canon 709 ออกมามันก็ยิ่งตอบโจทย์การทำงานมากขึ้น เพราะเป็นไฟล์ที่พร้อมใช้งานมากจริงๆ และมีความยืดหยุ่นสูงมาก ถ้าหน้างานเซ็ตติ้งมาดี ไวต์บาลานต์มาดี ปรับค่าแสงมาถูกต้อง ไฟล์ที่ได้สีสวย พร้อมส่งลูกค้าทันที แทบไม่ต้องทำโพสต์ต่อเลย และบางวันที่มีงานหลายกอง เขาสามารถควบคุมมาตรฐานของทุกกองถ่ายให้เหมือนกันด้วยโพรไฟล์ Canon 709 ตัดเสร็จแทบจะส่งงานให้ลูกค้าโดยไม่ต้องทำสีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้าบอกว่าประทับใจมากในการใช้งานกล้องแคนนอน

นี่คือเหตุผลหลักที่เลือกใช้กล้องซีเนม่าของแคนนอนเพราะคุณต้าเจองานลักษณะนี้บ่อย เขาต้องทำงานแข่งกับเวลา กล้องแคนนอนช่วยให้งานเร็วขึ้นอย่างมากโดยยังให้งานที่ดี

กับงานถ่ายทอดสด คุณต้าเลือกใช้โพรไฟล์สีที่มีมาตั้งแต่กล้องตระกูล EOS 5D คือโพรไฟล์ EOS Standard ซึ่งให้ความอิ่มสีกำลังพอดี คอนทราสต์กำลังดี ไม่ต้องเอาไปทำอะไรต่อ Canon 709 อาจจะมีไดนามิคเรนจ์สูงกว่า แต่คอนทราสต์จะลดลงจาก EOS Standard หน่อยนึงเพื่อให้มีเฮดรูมที่เอาไปทำงานต่อได้เยอะ แต่พอเป็นงานถ่ายทอดสด ภาพถูกใช้งานทันที ไม่มี CCU (Camera Control Unit) หรือการทำโพสต์โพรเซส โพรไฟล์สี EOS Standard มันก็ตอบโจทย์เพียงพอแล้ว

ส่วนงานอีเวนต์บางงานที่ต้องบันทึกยาวตัดต่อแล้วเวลาถึง 40 นาที โดยมีเวลาให้ตัดต่องานแค่ 3 วันก็ต้องมาออนแอร์แล้ว ต้องใช้ไฟล์จากกล้อง 4-5 ตัว ซึ่งเวลามันน้อยมาก คุณต้าก็จะให้ทีมงานบันทึกเป็น Canon 709 ซึ่งด้วยการให้สีที่ดีมาก แทบไม่ต้องทำสีในการตัด กล้องแต่ละตัวให้สีเหมือนๆ กัน ทำให้สามารถทำงานตัดต่อเสร็จได้ทันเวลา

ส่วนงานอีกฝั่งของคุณต้าในการผลิตคอนเทนต์จะใช้กล้อง EOS R5 C , EOS C70 และ EOS C400 ซึ่งเป็นกล้อง 3 เจเนอเรชันที่ระบบและวิธีการทำงานของเซ็นเซอร์ภาพไม่เหมือนกันเลย แต่เมื่อทำงานบนฐานของโพรไฟล์ Canon 709 มันก็ใช้งานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา สีแตกต่างกันน้อยมาก

และที่คุณต้าบอกว่าชอบจริงๆ ในกล้องซีเนม่าของแคนนอนที่เขาใช้อยู่ไม่ว่าจะเป็น EOS C70 EOS R5 C หรือ EOS C400 ก็คือ ทุกตัวเป็นกล้องที่สามารถบันทึก Internal Raw ได้หมดเลย ซึ่งสำหรับคุณต้าแล้ว นี่ถือว่าเป็น Killer Feature เลย เพราะในงาน Highlight Event ทั้งหลายที่คุณต้าทำ สภาพแสงจะมีหลากรูปแบบ มีไฟหลายประเภท หันไปด้านนี้ต้องใช้ Kelvin นึง พอหันไปอีกด้านก็เป็นอีกค่านึง สร้างปัญหาในการเซ็ตอัพระบบ White Balance อย่างมาก โดยเฉพาะงานของเขาจะใช้ช่างภาพฟรีแลนซ์เป็นหลัก

เขาจึงตัดปัญหาจึงเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ตากล้องไม่ต้องรับภาระในเรื่องการปรับตั้งกล้องเยอะ โดยการบันทึกเป็นไฟล์ RAW กับกล้องทุกตัว ซึ่งจะทำให้สามารถปรับแก้จากขั้นตอนโพสต์โพรเซสได้ไม่ยาก ได้งานที่ดีกว่า ทำงานง่ายกว่ามาก และด้วยความที่กล้องแต่ละรุ่นรวมทั้ง EOS C400 สามารถบันทึกไฟล์ RAW ได้ในตัว จึงไม่ต้องยุ่งยากในการต่ออุปกรณ์บันทึกภายนอก สามารถบันทึกลงการ์ดในตัวกล้องได้เลย แค่สวิทช์มาที่ RAW ก็บันทึกได้เลย สำหรับคุณต้าแล้วเขาบอกว่านี่คือจุดที่ประทับใจมากที่สุดของกล้องแคนนอน เพราะเมื่อเจอสถานการณ์แสงที่ยากๆ หรือความผิดพลาดในการปรับค่าแสง บางทีภาพอันเดอร์หลายสตอป เขามั่นใจได้ว่าสามารถแก้ไขได้แน่ๆ และด้วย Base ISO สูงสุดถึง 12800 ทำให้สามารถทำงานได้สะดวกโดยยังได้งานที่มีคุณภาพ

คุณต้าบอกว่าอีกเรื่องที่ประทับใจคือ ทุกวันนี้กล้องรุ่นเก่าอย่าง EOS C100 ที่ใช้มาหลายปีก็ยังสามารถใช้ทำงานร่วมกับกล้องรุ่นใหม่อย่าง EOS C400 ได้เป็นอย่างดี ยังเป็นกล้องหลักในงานหลายงานได้อยู่ อย่างเช่นงานสัมมนา หรืองานบันทึกทั่วไป EOS C100 ก็ยังให้ผลงานที่ดีมากๆ รวมทั้ง EOS C70 ก็เช่นเดียวกัน มันจึงมีความคุ้มค่าอย่างที่สุด ดังนั้นจึงทำให้เขามั่นใจว่า EOS C400 ที่ซื้อมาใช้ในตอนนี้ แม้อีกสิบปีข้างหน้าไม่ว่าแคนนอนจะมีกล้องอะไรออกมา มันจะยังคงทำงานร่วมกับกล้องตัวนี้ได้ เหมือนกับที่วันนี้คุณต้าก็เอา EOS C400 ทำงานร่วมกับ EOS C100 ได้

คุณต้ากล่าวทิ้งท้ายการพูดคุยว่า กล้อง Canon C400 และรุ่นอื่นๆ ที่ใช้อยู่ตอบโจทย์การทำงานของเขาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการบันทึก RAW File ลงในการ์ดของกล้องได้เลยคือ Killer Feature อย่างแท้จริง และเขามั่นใจในการทำงานด้วยกล้องของแคนนอนอย่างยิ่ง


Leave feedback about this