แคนนอน ครองแชมป์ ส่วนแบ่งทางการตลาดกล้องดิจิทัลเปลี่ยนเลนส์ได้อันดับ 1 ทั่วโลกต่อเนื่องปีที่ 23

กรุงเทพฯ 26 กุมภาพันธ์ 2569 –แคนนอน อิงค์ (Canon Inc.) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ เมื่อกล้องดิจิทัลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ของแคนนอน (ทั้งกล้อง DSLR และกล้องมิเรอร์เลส) ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก[1] ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 23 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2568
กล้องดิจิทัลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ในซีรีส์ EOS ของแคนนอน เป็นระบบการถ่ายภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Speed, Comfort, and High Image Quality” (รวดเร็ว สะดวกสบาย และคุณภาพของภาพระดับสูง) ซึ่งบริษัทได้พัฒนาส่วนประกอบหลักขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ภาพ CMOS หน่วยประมวลผลภาพ DIGIC และเลนส์แบบถอดเปลี่ยนได้
ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ตั้งแต่กล้องเรือธงประสิทธิภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากช่างภาพมืออาชีพ ไปจนถึงกล้องระดับเริ่มต้นที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพอย่างเต็มรูปแบบผ่านการใช้งานที่ง่ายดาย รวมถึงเลนส์ RF และ EF มากถึง 113 รุ่น[2] ที่เปิดโอกาสสู่การสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างหลากหลาย ทำให้แคนนอนสามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ในยุคเริ่มต้นของกล้อง DSLR แคนนอนได้เปิดตัวกล้อง EOS Digital Rebel / EOS 300D / EOS Kiss Digital (ชื่อรุ่นผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในเดือนกันยายน 2546 ด้วยระดับราคาที่แข่งขันได้ ดีไซน์กะทัดรัด และน้ำหนักเบา กล้องรุ่นบุกเบิกนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ตลาดกล้อง DSLR เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้แคนนอนขึ้นครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั่วโลกและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งกล้อง DSLR ที่แท้จริง
หลังจากนั้น แคนนอนยังคงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ กล้องระดับมืออาชีพซีรีส์ EOS-1D รวมถึงซีรีส์ EOS 5D ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การบันทึกวิดีโอด้วยกล้อง DSLR เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
ในเดือนตุลาคม 2561 บริษัทได้เปิดตัวกล้องในระบบ EOS R System ที่ขยายขอบเขตของการถ่ายภาพไปอีกขั้น ตามมาด้วยกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม EOS R5 ซึ่งเป็นกล้องรุ่นแรกของโลก[3] ที่รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 8K โดยเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2563 และ EOS R1 กล้องเรือธงที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งผสานประสิทธิภาพของระบบออโต้โฟกัสขั้นสูง คุณภาพของภาพถ่ายระดับสูง และประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานระดับมืออาชีพที่ต้องการความเป็นเลิศ โดยแคนนอนยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในโลกแห่งการถ่ายภาพอย่างไม่หยุดยั้ง

ในปี 2568 แคนนอนได้ขยายระบบ EOS R System ให้ครอบคลุมการใช้งานมากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวกล้อง มิเรอร์เลส APS-C รุ่น EOS R50 V (พฤษภาคม 2568) ซึ่งเป็นรุ่นแรกในซีรีส์ EOS V ใหม่ที่มาพร้อมฟังก์ชันการถ่ายวิดีโออย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม EOS R6 Mark III (พฤศจิกายน 2568) ที่รวบรวมสมรรถนะการถ่ายภาพอันยอดเยี่ยมไว้ในเครื่องเดียว เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานสมัครเล่นที่ต้องการอัปเกรดผลงาน
นอกจากนี้ แคนนอนยังเปิดตัวเลนส์เมาท์ RF[4] อีก 7 รุ่นในปี 2568 และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ EOS R System อย่างต่อเนื่อง แคนนอนจึงสามารถรักษาตำแหน่งส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ทั่วโลกในกลุ่มกล้องดิจิทัลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา
สำหรับอนาคตข้างหน้า แคนนอนจะยังคงพัฒนาเทคโนโลยีภาพถ่ายที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอบสนองความต้องการและกระตุ้นแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวันของผู้คน ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการถ่ายภาพและวิดีโอให้แพร่หลาย ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าอย่างครอบคลุม
#####
[1] อ้างอิงจากการสำรวจของแคนนอน
[2] ประเภทของเลนส์ที่จำหน่ายจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่ม รวมถึงอุปกรณ์ขยายระยะเลนส์ 4 รุ่น อ้างอิงข้อมูลจากเลนส์ที่ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
[3] พิจารณาในกลุ่มกล้องดิจิทัลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ที่วางจำหน่ายก่อนวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 อ้างอิงจากการสำรวจของแคนนอน
[4] เลนส์ RF ที่วางจำหน่ายในปี 2568 (รวมถึงเลนส์ซีเนมาเมาท์ RF) ได้แก่: RF16‑28mm F2.8 IS STM (กุมภาพันธ์ 2568), RF20mm F1.4 L VCM (เมษายน 2568), RF75‑300mm F4‑5.6 (พฤษภาคม 2568), RF‑S14‑30mm F4‑6.3 IS STM PZ (กรกฎาคม 2568), RF85mm F1.4 L VCM (กันยายน 2568), CN5×11 IAS T/R1 (พฤศจิกายน 2568), RF45mm F1.2 STM (พฤศจิกายน 2568) รวมทั้งหมด 7 รุ่น


Leave feedback about this