Cadence ผนึก NVIDIA ขยายความร่วมมือพลิกโฉมวิศวกรรมยุค AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว

Cadence และ NVIDIA เดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ผสานศักยภาพของ Agentic AI การจำลองทางฟิสิกส์ (Physics-based Simulation) และเทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twins) เพื่อเร่งกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรมและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสู่มาตรฐานใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ Physical AI ไปจนถึงโรงงานอัจฉริยะ (AI Factories)
ล่าสุดในงาน “Cadence LIVE Silicon Valley 2026” บริษัท Cadence (Nasdaq: CDNS) ประกาศขยายความร่วมมือกับ NVIDIA เพื่อส่งมอบโซลูชันแบบเร่งความเร็วในด้าน Agentic AI การจำลองทางฟิสิกส์ (Physics-based Simulation) และดิจิทัลทวิน (Digital Twins) มุ่งปลดล็อกประสิทธิภาพการผลิตในระดับใหม่ และเร่งกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรมยุคถัดไป ครอบคลุมทั้งการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ Physical AI และโรงงาน AI ระดับไฮเปอร์สเกล โดยผสานความเชี่ยวชาญของ Cadence ในด้าน Agentic AI, EDA และ SDA เข้ากับเทคโนโลยี NVIDIA CUDA-X, Physical AI และ Omniverse เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลทวินสำหรับภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมกันยกระดับนิยามใหม่ของประสิทธิภาพการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อเร่งนวัตกรรมด้วยความเร็วระดับ Agent อย่างแท้จริง
ความร่วมมือที่ขยายตัวกับ NVIDIA ในครั้งนี้ จะช่วยเร่งการหลอมรวมระหว่างกระบวนการออกแบบและการนำไปใช้งานจริง โดยเชื่อมต่อ Cadence AgentStack, Physical AI Stack และดิจิทัลทวินของโรงงาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ NVIDIA เพื่อยกระดับทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความเชื่อมั่นในการจำลองและการพัฒนาระบบให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น
ดร.อนิรุธ เดฟกัน (Dr. Anirudh Devgan) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cadence กล่าวว่า “Agentic AI และดิจิทัลทวินกำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางวิศวกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงระบบ AI ที่ทำงานเชื่อมโยงในระดับโลก”
มิสเตอร์ เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA กล่าวว่า “เรากำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการประมวลผล โดยเทคโนโลยีการประมวลผลแบบเร่งความเร็วด้วย CUDA และ AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมกระบวนการทางวิศวกรรมอย่างสิ้นเชิง
“เป็นครั้งแรกที่เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสำรวจ ทดสอบ และปรับแต่งแนวคิดด้วยความเร็วและขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านการสร้างดิจิทัลทวินที่มีความแม่นยำสูงก่อนการลงมือจริง โดย NVIDIA และ Cadence กำลังร่วมกันผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีที่วิศวกรออกแบบ สร้าง และดำเนินงานในโลกยุคใหม่” มิสเตอร์ เจนเซ่น หวง กล่าว

การเร่งประสิทธิภาพโซลูชัน Cadence สำหรับ EDA และ SDA
Cadence และ NVIDIA ร่วมกันยกระดับประสิทธิภาพโซลูชัน EDA และ SDA ของ Cadence ด้วยเทคโนโลยี NVIDIA CUDA-X, AI-physics, ไลบรารี Omniverse และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Cadence® Millennium™ M2000 ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ NVIDIA ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ Cadence สามารถเร่งการทำงานของตัวแก้ปัญหาที่อิงหลักฟิสิกส์ (physics-based solvers) พร้อมผสานโมเดล AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วของกระบวนการทางวิศวกรรมได้สูงสุดถึง 100 เท่า
ทั้งนี้ ลูกค้าและพันธมิตรของ Cadence ในกลุ่ม EDA และ SDA อาทิ Ascendence, Argonne National Laboratory, Honda R&D, Samsung และ SK Hynix ได้เริ่มนำโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA ไปใช้งานจริงแล้ว เพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
AgentStack: Agentic AI สำหรับการออกแบบชิปยุคถัดไป
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Cadence ได้เปิดตัว ChipStack™ AI Super Agent ซึ่งผสาน Agentic AI เข้ากับเครื่องมือ EDA เพื่อยกระดับกระบวนการออกแบบและตรวจสอบ RTL ของเซมิคอนดักเตอร์ โดยจากการใช้งานกับลูกค้าชั้นนำกว่า 10 ราย พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้สูงสุดถึง 10 เท่า
ต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว Cadence เปิดตัว AgentStack™ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Head Agent ควบคุมการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และระบบแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ RTL การออกแบบทางกายภาพ (Physical Design) ไปจนถึง Custom/Analog และระดับระบบ โดยเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม EDA ที่ใช้ NVIDIA Nemotron และทำงานบนสถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ NVIDIA รองรับเวิร์กโฟลว์แบบหลายเอเจนต์ (Multi-agent) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฐานะพันธมิตรระยะแรก NVIDIA ได้นำ AgentStack ไปใช้งานจริง พร้อมสนับสนุนข้อมูลเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากเวิร์กโฟลว์แบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยสคริปต์และ GUI ไปสู่การทำงานแบบเอเจนต์ที่สามารถวิเคราะห์และจัดการระบบได้อย่างชาญฉลาด ช่วยลดระยะเวลาการทำงานจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
Embedded Agentic AI สำหรับ Physical AI
นอกเหนือจากการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ Cadence และ NVIDIA ยังขยายความร่วมมือสู่ Embedded Agentic AI สำหรับ Physical AI โดยผสาน Cadence Physical AI Stack เข้ากับไลบรารีการจำลองหุ่นยนต์และเทคโนโลยีการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ NVIDIA เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการจำลองและการใช้งานจริง (sim-to-real gap) สำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
ความร่วมมือนี้รวมการจำลอง Multiphysics ความแม่นยำสูงและเวิร์กโฟลว์ AI ของ Cadence เข้ากับ NVIDIA Isaac และโมเดล Cosmos เพื่อสร้างเวิร์กโฟลว์แบบ end-to-end ที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์ ครอบคลุมตั้งแต่การฝึก World Model การจำลองฟิสิกส์ การทดสอบสถานการณ์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงการรับข้อมูลสะท้อนกลับจากการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การฝึกในสภาพแวดล้อมเสมือน เช่น NVIDIA Isaac Sim และ Isaac Lab การประเมินด้วยโมเดลฟิสิกส์ของ Cadence และการจำลองระดับภารกิจผ่าน VTD และ VTDx ก่อนนำไปใช้งานจริงบนแพลตฟอร์ม NVIDIA Jetson และ Edge AI พร้อมดิจิทัลทวินแบบเรียลไทม์สำหรับการตรวจสอบและปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง โดยเวิร์กโฟลว์นี้ช่วยเร่งการพัฒนา เพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นใจในการนำระบบ Physical AI ไปใช้งานจริง
ดิจิทัลทวินสำหรับโรงงาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนต่อโทเค็น
ความร่วมมือระหว่าง Cadence และ NVIDIA ยังขยายไปสู่การพัฒนาโรงงาน AI โดย Cadence ได้นำ NVIDIA Omniverse DSX Blueprint มาสร้างดิจิทัลทวินสำหรับโรงงาน AI ยุคใหม่ ช่วยให้ลูกค้าสามารถออกแบบ จำลอง และปรับแต่งระบบขนาดใหญ่ที่ใช้สถาปัตยกรรม Vera Rubin และ Grace Blackwell ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นตัวชี้วัดสำคัญอย่าง “โทเค็นต่อวัตต์” (Tokens per Watt) ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการประมวลผลต่อการใช้พลังงาน
การผสานเครื่องมือวิเคราะห์และการจำลองดาต้าเซ็นเตอร์ของ Cadence เข้ากับ NVIDIA DSX และ Omniverse ช่วยให้สามารถประเมินการตั้งค่าระบบต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงาน GPU สถาปัตยกรรมระบบ และระบบระบายความร้อน ก่อนการติดตั้งจริง โดยกรณีศึกษาโรงงาน AI ขนาด 10 เมกะวัตต์ พบว่าการใช้ GPU ในโหมดประหยัดพลังงาน (MaxQ) สามารถเพิ่มโทเค็นต่อวัตต์ได้ถึง 17% และเพิ่มศักยภาพรายได้ในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีต่อกิกะวัตต์
นอกจากนี้ การผสานโหมด MaxQ เข้ากับระบบระบายความร้อนที่เหมาะสม ยังช่วยเพิ่มโทเค็นต่อวัตต์ได้สูงสุดประมาณ 32% โดยดิจิทัลทวินจะช่วยจำลองปัจจัยสำคัญ ทั้งโหลดไอที ระบบทำความเย็น และการควบคุมการทำงาน ทำให้ผู้ดำเนินการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน AI ได้อย่างมั่นใจ ภายใต้ข้อจำกัดด้านพลังงานและความร้อน
การจัดแสดงในงาน CadenceLIVE
Cadence เตรียมนำเสนอเทคโนโลยีแบบเร่งความเร็ว AgentStack, Physical AI Stack และโซลูชันดิจิทัลทวินสำหรับโรงงาน AI ภายในงาน CadenceLIVE 2026 พร้อมอัปเดตความร่วมมือที่ขยายตัวกับ NVIDIA โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสภาพรวมการทำงานที่ช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถก้าวจากแนวคิดเริ่มต้นและการฝึกฝน ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น
เกี่ยวกับ Cadence
Cadence เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัลทวิน พร้อมเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงคำนวณเพื่อเร่งนวัตกรรมด้านการออกแบบทางวิศวกรรม ตั้งแต่ระดับซิลิคอนไปจนถึงระดับระบบ โซลูชันของ Cadence ซึ่งพัฒนาภายใต้กลยุทธ์ Intelligent System Design™ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และระบบชั้นนำของโลกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยุคถัดไป ตั้งแต่ชิปไปจนถึงระบบเครื่องกลไฟฟ้าแบบครบวงจรCadence ให้บริการครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ การประมวลผลระดับไฮเปอร์สเกล การสื่อสารเคลื่อนที่ ยานยนต์ การบินและอวกาศ อุตสาหกรรม ชีววิทยาศาสตร์ และหุ่นยนต์ โดยในปี 2024 บริษัทได้รับการจัดอันดับจาก The Wall Street Journal ให้เป็นหนึ่งใน 100 บริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดในโลกเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cadence ได้ที่ www.cadence.com
ข้อมูลติดต่อเพิ่มเติม: Cadence Newsroom โทร. 408-944-7039 อีเมล: [email protected]


Leave feedback about this